วันอังคาร

ควรหรือไม่ใช้แป้งในจุดซ่อนเร้น

ควรหรือไม่...ใช้แป้งที่จุดซ่อนเร้น

ถ้าใช้แป้งกับจุดซ่อนเร้น ชักสงสัยแล้วสิว่ามันจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพบ้างไหม?

ควรหรือไม่...ใช้แป้งที่จุดซ่อนเร้น

พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ สูตินรีแพทย์
หลาย คนนิยมทาแป้งโรยตัวเพราะทาแล้วรู้สึกว่าผิวเนียน เนื้อนวล แถมมีกลิ่นกลุ่นหอมละมุนอีกต่างหาก ใครๆ ก็เลยนิยมใช้แป้งกันอย่างแพร่หลาย ใช้กับทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่หน้าจนถึงฝ่าเท้า ไม่เว้นกระทั่งก้นและจุดซ่อนเร้นซึ่งผู้หญิงส่วนมากให้ความเห็นว่า ช่วยให้แห้งสบายจากความชื้นโดยเฉพาะเมื่อใช้แผ่นอนามัยรองซึมซับกันเปื้อน ใช้กันตั้งแต่เด็กแบเบาะจนแก่เฒ่า แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควบคู่มากับการใช้ชีวิตเลยก็ได้ แต่ใช้กันมากขนาดนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่ามันจะทำให้มีปัญหากับสุขภาพบ้างไหม?


ก่อนอื่นมาดูกันว่าแป้งโรยตัวทำมาจากอะไร?
คำ ว่า แป้ง ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Talc มันคือแร่ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นหินที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า soapstone หรือ steatite ส่วนประกอบทางเคมีก็คือ hydrate magnesium silicate แต่มันอาจมีสารอื่น เช่น คลอไรต์ (chlorite) ร่วมด้วย เรารู้จักแป้งกันดีเมื่อมันถูกนำมาใช้งานในรูปของผงฝุ่นแป้ง และเพราะคุณสมบัติของแป้งที่ดีในเรื่องของการทนไฟทนกรด ต้านทานต่อการนำไฟฟ้า ช่วยการผสมผสานและดูดซึมซับความชื้นทำให้พื้นผิวที่มันเคลือบอยู่แห้ง เนียนลื่นไม่ดูดติดกันเป็นสิ่งที่ทำให้มันถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทุกวงการทั้ง ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะทำสี ทำสารหล่อลื่น เซรามิคกันไฟ แก้ว ยาขัดล้างทำความสะอาด กระดาษ ยาง ฯลฯ จนถึงยาและเครื่องสำอาง ตั้งแต่แป้งฝุ่นทาหน้า แป้งเด็ก สบู่ ครีมทาผิว น้ำยาดับกลิ่นตัว ฯลฯ เมื่อใช้แป้งกันมากมายในชีวิตประจำวันแล้วจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ หรือไม่?


อันตรายต่อสุขภาพปอด
เวลาทา แป้งตอนโรยแป้ง ผงแป้งจะลอยละล่องในอากาศ และถ้าผงฝุ่นแป้งถูกสูดเข้าทางเดินหายใจทีละเล็กทีละน้อยเป็นเวลานานๆ มันก็อาจจะสะสมอยู่ในปอด โดยที่เซลล์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน เราเรียกภาวะนี้ว่า pneumoconiosis ทำให้มีปัญหากับการหายใจ และถ้าสูดเข้าครั้งละมากๆ เช่น การสำลักผงแป้งเข้าไป ก็มีรายงานหลายชิ้นบอกว่า มีเด็กทารกที่ปอดอักเสบและตายจากสาเหตุนี้ สรุปว่าแป้งอาจทำให้ปอดมีปัญหาได้
แป้งไม่ทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด เว้นแต่ว่าแป้งนั้นจะมีใยหินแอสเบสตอส (Asbestos Fibers) ผสมอยู่ด้วย แป้งที่ใช้ทั่วไปไม่มีแอสเบสตอส และแป้งที่มีแอสเบสตอสอยู่ก็มีจากแห่งเดียวในแหล่งแป้งของอเมริกา ซึ่งทำเหมืองในกิจการของการค้นคว้าวิจัยเท่านั้นไม่เอามาใช้ในอุตสาหกรรม อื่นๆ
อันตรายต่อสุขภาพรังไข่

เพราะการใช้แป้งที่ก้นกับ อวัยวะเพศมีมากจนเป็นแฟชั่นฮิตอีกอย่างหนึ่ง ในช่วงต้นของยุคปี ค.ศ. 1970 ก็เลยมีการสงสัยว่าแป้งทำให้เกิดมะเร็งที่รังไข่ได้หรือไม่? ก็มีคนทำการค้นคว้าและย้อนถามพบว่า คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ 43% ที่ใช้แป้งอย่างมากมายกับอวัยวะเพศ แต่พวกที่ไม่ได้เป็นมะเร็งรังไข่ 28% ก็มีการใช้แป้งกับอวัยวะเพศเช่นกัน มันทำให้อัตราเสี่ยงมีมากถึงเกือบ 2 เท่า และมีอีกมากมายกว่า 30 รายการค้นคว้าที่ได้ผลประมาณว่าเป็นแบบเดียวกันนี้ บางรายงานสรุปความเสี่ยงมากถึง 2.5 เท่า

หลังจากปี ค.ศ. 1973 ในสหรัฐอเมริกาก็ออกกฎหมายบังคับให้แป้งที่ใช้ทาตัวและเครื่องสำอางต้องปราศ จากแอสเบสตอส (เพราะคิดว่าอาจเป็นเพราะแอสเบสตอสทำให้เกิดมะเร็งที่ปอดและมะเร็งที่เยื่อ บุในช่องปอดและช่องท้อง) แต่ก็ยังมีรายงานในปีถัดมาเรื่อยๆ ว่ามีโอกาสเสี่ยงเกิดมะเร็งที่รังไข่สูงขึ้น 33% ในพวกที่ใช้แป้งกับอวัยวะสืบพันธุ์ และมีรายงานหนึ่งที่พบว่าต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกรานของคนไข้ที่เป็น มะเร็งระยะที่ 3 ของรังไข่แบบ papillary serous มีเจ้า talc อยู่ในนั้น

สรุป ว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องของการใช้แป้งที่บริเวณอวัยวะเพศและทำให้เกิด มะเร็งของรังไข่แบบเซลล์บุพื้นผิว (epithelial cancer)โดยอาจเป็นไปได้ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอดมดลูก และท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่องท้อง และด้วยความเชื่อที่ว่า talc เป็นอินออร์แกนิค (สารอนินทรีย์) จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน ขณะนี้แป้งที่ใช้โรยตัวและเครื่องสำอางในอเมริกาไม่ได้ใช้ talc แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้แป้งข้าวโพด (corn starch) ซี่งเป็นสารออร์แกนิค (สารอินทรีย์) สามารถย่อยสลายตัวในคนได้ ซึ่งคาดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า ถึงตอนนึ้ยังไม่มีรายงานว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้แป้งข้าวโพดกับการ เกิดมะเร็งที่รังไข่


แป้งไทยมีส่วนผสมต่างจากแป้งเมืองนอกหรือไม่?
แป้ง โรยตัวและเครื่องสำอางที่เมืองไทยทำจาก talc เชื่อว่าไม่น่าจะมีใยหินหรือแอสเบสตอสปนเปื้อน แต่เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องของ มะเร็งรังไข่ดั่งรายงานทางการแพทย์ที่มีมากมาย ดังนั้นแม้แต่แป้งในอเมริกาที่เปลี่ยนไปใช้แป้งข้าวโพดแล้วก็ตาม กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรใช้แป้งหรือโลชั่นกับอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้น...
  • เด็กๆ ที่ต้องใส่ผ้าอ้อม สาวๆ ที่ใช้ผ้าอนามัยยามมีประจำเดือน หรือหญิงวัยทองที่มักเคยชินทาแป้งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อยู่เสมอนั้น ที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นและไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป ใครทำอยู่ก็เลิกเสียดีกว่าค่ะ
  • การดูแลสุขลักษณะบริเวณอวัยวะ เพศและก้นไม่ให้อับชื้นก็คือ การล้างด้วยสบู่อ่อนแล้วล้างน้ำให้หมดสบู่ ตามด้วยการซับให้แห้งก่อนใส่ผ้าอนามัยชิ้นใหม่ และหมั่นเปลี่ยนผ้าอ้อมและผ้าอนามัยบ่อยๆ จะได้ไม่เหนอะตัว และไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
  • ถ้ารู้สึกว่ามีอาการแสบคัน บริเวณก้นหรืออวัยวะเพศ ให้สังเกตและดูแลเรื่องของความชื้น หรือการแพ้ผ้าอนามัย หรือการใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดหรือด่างมากเกินไป หรืออาจมีการติดเชื้อก็ได้ อย่านิ่งนอนใจควรไปปรึกษาแพทย์
  • เมื่อรู้สึกอยากจะใช้แป้งกับอวัยวะเพศ ก็ให้นึกว่า อย่าเสี่ยงต่อการเกิดปัญหากับรังไข่ในอนาคตจะดีกว่า
  • ถ้ารู้สึกไม่สบายและอับชื้นบริเวณจุดซ่อนเร้นอาจใช้วาสลีนหรือยูเรียช่วยทาเคลือบผิวและเปลี่ยนแผ่นอนามัยบ่อยๆ
  • ถ้าไม่มีประจำเดือนก็ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยรองกันเปื้อนเพราะพบได้บ่อยๆ ว่ามีอาการแพ้และผื่นขึ้นได้บ่อย
  • สำหรับการทาแป้งให้เด็กๆ คุณแม่ที่ชอบบีบแป้งใส่อุ้งมือและทาไปยังบริเวณก้นและอวัยวะเพศของเด็กทีละมากๆ ควรเลิกพฤติกรรมนี้ดีกว่าค่ะ
  • ถ้าจะใช้แป้งทาที่อื่นๆ ในร่างกายก็เทแป้งครั้งละน้อย และพยายามอย่าให้ฟุ้งในอากาศ เพราะจะปนเปื้อนเข้าปอดทั้งของคุณและเด็ก
  • ไม่ควรให้เด็กถือกระป๋องแป้งเขย่าเล่น เพราะอาจหกใส่และสำลักหายใจเอาแป้งเข้าปอดและปอดอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงมีโอกาสถึงตายได้ค่ะ

  • ดัง นั้นทุกครั้งที่ทาแป้ง ก็ควรใช้ทีละน้อยๆ และทาในบริเวณที่เหมาะสมนะคะ จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญช่วยประหยัดเงินในการซื้อแป้งเป็นโหลๆ อีกต่างหาก


    ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

    เพศสัมพันธ์ สิ่งดีๆในชีวิตคู่

    เพศสัมพันธ์ สิ่งดีๆ ในชีวิตคู่

    สิ่งหนึ่งที่เราต้องการนอกจากความรัก ความเอาใจใส่แล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยคือเรื่องเซ็กส์ หรือเพศสัมพันธ์

    เพศสัมพันธ์ สิ่งดีๆ ในชีวิตคู่




    เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งมีครอบครัวที่แสนน่ารักอบอุ่น ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 25 ปีว่า อะไรสำคัญที่สุดในชีวิตการครองคู่เป็นสามีภรรยา เมื่อวัยหนุ่มสาวแต่งงานกันใหม่ๆ สิ่งที่เราสนใจใฝ่หาจากกันก็คือเรื่องเซ็กส์นี่แหละ หลายคนอาจจะแอบเถียงอยู่ในใจว่า ไม่เสมอไปหรอกบางคนต้องการแค่เพื่อนคู่คิดเท่านั้นเอง คำพูดนี้ผมจะไม่เถียงเลย ถ้าเป็นคู่แต่งงานที่เป็นผู้สูงอายุ หรืออยู่ในวัยที่หมดอารมณ์ทางเพศแล้ว การแต่งงานกันของคนวัยเจริญพันธุ์นั้น อย่างหนึ่งก็คือการสืบพันธุ์ เพื่อให้มีเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปในอนาคต ซึ่งก็ต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์

    เขาว่ากันว่าการมีเซ็กส์นั้นช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่ยืนยาวจริงหรือเปล่า?

    ข้อแรก คือ ต้องถามก่อนว่ามีเซ็กส์กับใคร ถ้าเป็นคู่รัก คือคนที่คุณรักล่ะก็ อันนี้ตอบได้เลยว่าจริง เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะเมื่อเรารักใครสักคน การที่จะมีจิตพิศวาสมีความใคร่นั้นมันทำได้ดีกว่าการมีเซ็กส์กับคนแปลกหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้หรือเปล่าเป็นไหนๆ เลิกกังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เลย (ยกเว้นคุณไปพลีกายนอกบ้านให้คนอื่นๆ มา) เลิกกังวลกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เดี๋ยวขัดศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะเรามีเซ็กส์กับสามีภรรยาของเราเอง ใครก็ว่าเราไม่ได้ จริงไหม

    ข้อสอง คือ เซ็กส์ครั้งนั้น เป็นไปด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายหรือเปล่า? ถ้าใช่ละก็เท่ากับว่าเซ็กส์ครั้งนั้นก็ประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะการมีเพศสัมพันธ์ ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ช่วยให้อารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เกิดความผ่อนคลาย หายเครียด ทำให้นอนหลับฝันดี ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี กระชุ่มกระชวย รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ตลอดเวลา

    ข้อสาม คือ ร่างกายพร้อมหรือเปล่า? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่า บางคนนี่จะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างไรก็ได้ แต่อย่างไรสถิติต้องไม่ตก บางคนหลงเข้าใจผิดว่าการที่จะเอาใจสามีหรือภรรยาได้ดีที่สุดก็คือ ต้องมีเซ็กส์ทุกครั้งที่เขาหรือเธอต้องการ นั่นเป็นเจตนาดีและประสงค์ร้ายต่อตัวเองนะครับ เพราะการมีเซ็กส์ในแต่ละครั้งนั้น เราต้องการใช้พลังงานมากพอๆ กับการออกกำลังกายเลยทีเดียว แล้วคิดดูนะครับว่าการฝืนใจมีเซ็กส์แบบนั้นมันเหมือนกับการทำงานส่งให้ เสร็จๆ ได้แต่ปริมาณ ไม่ได้คุณภาพ ไม่สุขอย่างเต็มที่ สารแห่งความสุขก็จะไม่หลั่ง แทนที่จะหนุ่มสาว กลับจะกลายเป็นแก่เร็วไปนะครับ
    ถ้าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องเซ็กส์ใน ชีวิตคู่ ลองนำทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นไปเป็นหลักปฏิบัติในการมีเซ็กส์ของคุณนะครับ แล้วคุณจะพบกับผลที่แตกต่างจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว แต่ที่สำคัญคือคุณก็ต้องคุยกับคู่ของคุณด้วย ให้เป็นไปโดยที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจกัน ลองนั่งคุยกันแบบเปิดอกเสียที เป็นของกันและกันไปแล้ว ก็เหมือนคนที่สนิทที่สุดในชีวิต ใครชอบอะไรไม่ชอบอะไรในเรื่องเซ็กส์ คุยกันได้ เพื่อความสุขในชีวิตคู่นะครับ

    แล้วถ้ามีเซ็กส์บ่อยๆ จะมีปัญหาตามมาหรือไม่? บาง ครั้งการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์ ก็เป็นบ่อเกิดของปัญหาเรื่องเซ็กส์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งการไม่กล้าถาม ไม่กล้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก็กลายเป็นว่าต้องไปศึกษาด้วยตนเอง ผิดบ้างถูกบ้างก็ว่ากันไป ทีนี้ลองมาดูกันว่าปัญหาที่(คิดเอาเอง) ตามมาจากการมีเซ็กส์บ่อยๆ มีอะไรบ้าง

    ข้อแรก คือ ส่วนมากคุณผู้หญิงมักจะกังวลว่า เมื่อมีเซ็กส์บ่อยๆ จะทำให้ช่องคลอดหลวม ส่งผลให้คุณสามีเบื่อและอาจจะพาลไปมีกิ๊กนอกบ้านได้ (ถ้าเขาไปมีกิ๊กละก็เขาก็ไม่รักคุณแล้วล่ะ) คำถามข้อนี้มีคำตอบคือ จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดหนทางแก้ไขเสียดีเดียวนะครับ อันที่จริงแล้วลักษณะของช่องคลอดนั้นเป็นกล้ามเนื้อครับ อีกทั้งมีความแข็งแรงมาก ถึงขนาดกลายเป็นจุดขายในการโชว์เป่าลูกดอก เปิดขวด ฯลฯ ที่บาร์อะโกโก้ ชอบชี้ชวนให้คนไปดู แสดงให้เห็นว่า หลวมได้ก็คับได้เหมือนกัน ทางการแพทย์เลยได้มีวิธีการออกกำลังกายที่ช่วยให้ช่องคลอดกระชับด้วยวิธี ง่ายๆ ไม่เสียเงิน ไม่เจ็บตัว นั่นคือการ ขมิบ คุณจะทำที่ไหนเมื่อไรก็ได้ไม่มีใครห้าม เพราะมันอยู่ในร่มผ้าไม่มีใครรู้ใครเห็น วันละ 10 ครั้ง 100 ครั้ง 1,000 ครั้ง หรือมากกว่าก็ไม่ผิดกติกาถ้าไหวละก็ โดยแต่ละครั้งควรขมิบค้างไว้สักนับ 10 วินาที (อย่าโกงนะครับ) นอกจากจะช่วยให้ช่องคลอดกระชับแล้ว เคยมีรายงานวิจัยพบว่ายังช่วยให้ผู้หญิงเองถึงจุดสุดยอดได้ง่ายด้วย ขยันมากเท่าไหร่ก็ได้ผลดีมากเท่านั้น

    ข้อสอง คือ กังวลว่าการมีเซ็กส์บ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็น คนติดเซ็กส์ คนบ้าเซ็กส์ คนบ้ากาม ล้วนแต่เป็นคำเหน็บแนมที่หาสาระอะไรไม่ได้ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด บางครั้งการหยอกล้อกันในเพื่อนฝูงเมื่อใครมีทีท่าสนใจเรื่องเซ็กส์ว่าเป็นคน บ้าเซ็กส์ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาก็ได้ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนนะครับว่า อย่างไรคือคนติดเซ็กส์ คนติดเซ็กส์นั้นคือคนที่เห็นกิจกรรมทางเพศสำคัญที่สุดในชีวิต ขาดไม่ได้ ต้องตายแน่ๆ ส่งผลให้วันๆ เอาแต่คิดเรื่องเซ็กส์ จะเป็นแบบมีเซ็กส์กับคนอื่นๆ ทั้งแบบตัวต่อตัว หรือแบบหมู่ หรือการช่วยตัวเอง การดูสื่อลามกต่างๆ อย่างมากผิดปกติ ทำให้ในที่สุดชีวิตส่วนตัว สังคม และการงานเสียหาย นั่นคือคนติดเซ็กส์ เป็นปัญหากับตนเองที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าคุณไม่เข้าข่ายเหล่านี้ ก็มีไปเถอะครับ มากเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ทั้งคุณและคู่ของคุณยังไหวอยู่ แต่ขอให้เน้นที่คุณภาพนิดนึงนะครับ ไม่ใช่ปริมาณ

    ข้อสาม อันนี้คุณผู้ชายอาจเคยได้ยินมาบ้าง จะทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นการโดนหลอกที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่นเลย เพราะบางครั้งผู้ใหญ่ก็ไม่อยากให้เด็กชิงสุกก่อนห่าม แต่กลายเป็นว่าห่ามแล้วก็ยังเชื่อที่โดนหลอกอยู่ดี บ้างก็ว่ากระสุนจะหมด ทำให้มีลูกยาก ซึ่งไม่เป็นความจริงอะไรทั้งนั้นแหละครับ เรื่องที่จะเสื่อมหรือไม่เสื่อมนั้นสิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่าคุณใช้งานแล้ว ดูแลมันดีพอหรือเปล่าต่างหาก ร่างกายคนเรานั้นใช้งานหักโหมเกินไป แล้วถ้าไม่บำรุงรักษาก็มีแต่พังกับพังครับ สมรรถภาพทางเพศจะดีได้นั้นก็ต่อเมื่อร่างกายและจิตใจของคนคนนั้นต้องดีด้วย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย ง่ายๆ แค่นี้เองครับ

    ข้อสี่ คือ คุณผู้หญิงหลายๆ ท่านอาจจะเคยทราบมาบ้างแล้วว่า เมื่อท่านมีเพศสัมพันธ์แล้วนั้น สิ่งที่ควรจะทำเป็นประจำทุกปีคือการไปตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งตรงนี้เองทำให้เกิดความเชื่ออีกอย่าง คือการมีเซ็กส์บ่อยๆ ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก อันนี้ก็ก้ำกึ่งนะครับ เพราะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป แต่ผมมีข้อเสนอครับว่า ไม่ว่าคุณจะมีเซ็กส์มากน้อยแค่ไหน ถ้าคุณมีกับคู่ของคุณคนเดียว ไม่ไปรักสนุกมีคู่นอนมากหน้าหลายตา (โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย) และคุณทั้งคู่รักษาอนามัยของอวัยวะเพศ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคุณผู้ชายที่ไม่ได้ขลิบ ก็จะลดโอกาสเกิดมะเร็งปากมดลูกลงได้อย่างมาก การใช้ถุงยางอนามัยก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงได้ด้วยเหมือนกัน

    การมี เซ็กส์บ่อยหรือไม่บ่อยนั้น จำนวนคงไม่ใช่ตัวที่จะมาตัดสินได้อย่างแม่นยำ ถูกต้องเสียทีเดียว ความพึงพอใจทางเพศต่างหากที่จะเป็นตัววัดว่า คุณจะอยากมีเซ็กส์มากน้อยเท่าไหร่ และเมื่อคุณรู้สึกว่าเกิดปัญหา หรือข้อสงสัยขึ้น เมื่อปรึกษากันเองแล้วไม่ได้คำตอบที่พึงพอใจ สิ่งที่ง่ายกว่าการลองผิดลองถูกก็คือ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถ เพื่อให้ได้คำตอบและแนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องหวาดผวากับความรู้ผิดๆ ถูกๆ ของตัวเองไปชั่วชีวิต

    เป็น ไงบ้างครับ ได้เห็นถึงเรื่องเซ็กส์ดีๆ ในชีวิตคู่กันแล้ว อันที่จริงเทคนิคเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่หลายคนรู้แล้ว แต่มองข้ามมันไปด้วยซ้ำ ข้อสำคัญคือถ้าเรารักคู่ของเรา การเปิดอกคุยเรื่องเพศกันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กันได้อย่างดียิ่งนะครับ เพราะการเล่าเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ให้ใครในสังคนฟังนั้น เราจะต้องไว้ใจคนๆ นั้นมากๆ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าถ้าเราเริ่มต้นคุยได้ แสดงให้เห็นว่าเราก็พัฒนาความรู้สึกที่กระชับแน่นแฟ้นได้อีกขั้น เผลอๆ อาจจะได้ผลดีกว่ามีเซ็กส์จริงๆ เสียอีก แล้วพบกันใหม่นะครับ

    ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร Health Today

    มีบุตรยากเพราะเธอหรือฉัน

    ประเด็น สำคัญในการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ก็เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีบุตร ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายต่างก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อการ มีบุตรยาก


    เริ่ม จากฝ่ายหญิง หากมีอาการป่วยด้วยโรคที่ไม่เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ อาทิ หอบหืด หัวใจ ปอด ชนิดรุนแรง ก็ไม่เหมาะที่จะตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ส่วนกรณีที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์นั้น จะส่งผลกระทบต่อการมีบุตร

    นายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุถึงความผิดปกติที่มักจะเกิดกับอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงว่า ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ รังไข่ โรคที่พบบ่อย ๆ คือ ช็อกโกแลตซีส หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ มีลักษณะเป็นถุงน้ำมีเลือดอยู่ด้านใน เป็นแล้วจะมีอาการปวดท้องในช่วงที่มีประจำเดือน แต่ถ้าลุกลามมากจะปวดท้องรุนแรงทั้งในช่วงที่มีหรือไม่มีประจำเดือน รวมทั้งขณะมีเพศสัมพันธุ์

    การเกิดช็อกโกแลตซีสนั้นมักจะเกิดขึ้นกับ ผู้หญิงวัย 30 ปีขึ้นไปซึ่งยังไม่เคยตั้งครรภ์ แต่ในปัจจุบันพบว่า ผู้หญิงมีอาการป่วยเพราะมีช็อกโกแลตซีสด้วยอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่เร่งเรีบไม่ใส่ใจสุขภาพ และความเครียดจากการทำงาน

    สำหรับ การรักษามีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องที่ต้องพักฟื้นยาว กับแบบผ่าตัดส่องกล้องที่เกิดแผลเพียง 1 เซนติเมตร ความเจ็บปวดน้อยฟื้นตัวได้เร็ว หรือถ้าไม่ผ่าตัด ก็จะมีการรักษาโดยฮอร์โมน ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฮอร์โมนเข้ากล้ามเนื้อหรือรับประทานฮอร์โมนเพื่อลดระดับ ฮอร์โมนเพศหญิง ส่งผลให้ช็อกโกแลตซีสฝ่อตัวลงไป โดยแนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของช็อกโกแลตซีสด้วย

    นอกจาก ปัญหาที่รังไข่แล้ว ยังมีที่ ท่อนำไข่ ในส่วนนี้จะพบว่าปีกมดลูกอักเสบแล้วเกิดเป็นพังผืดหรือแผลเป็น ซึ่งถ้าอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งให้ท่อนำไข่อุดตัน ไข่และสเปิร์มจึงไม่สามารถผสมกันได้ รวมทั้งปัญหาเนื้องอกที่ มดลูก ในผู้หญิงที่แต่งงานและมีบุตรช้ากว่าวัย 30 ปี

    ส่วนปัญหาของฝ่ายชาย ถ้าแต่งงานหลังจากช่วงอายุ 40-45 ปี ประสิทธิภาพของการสืบพันธุ์จะลดลง อสุจิหรือสเปิร์มเสื่อมคุณภาพ ซึ่งไม่มียาชนิดใดที่จะทำให้อสุจิแข็งแรงได้ ดังนั้นหากต้องการมีทายาท แพทย์จะให้ผู้ชายเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค คือ งดดื่มแอลกอฮอร์ เลิกสูบบุหรี่ และหยุดการสำส่อน แต่ถ้ายังไม่สามารถมีบุตรได้ อาจต้องเลือก การผสมเทียม ที่มีทั้งการผสมเทียมในร่างกาย คือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในมดลูกให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย หรือการผสมเทียมนอกร่างกาย บางครั้งเรียก เด็กหลอดแก้ว เพราะเป็นการนำไข่ของฝ่ายหญิงออกมาผสมกับเชื้ออสุจิในหลอดแก้วแล้วเลี้ยงไว้ ราว 3-4 วัน จึงฉีดกลับไปให้เจริญเติบโตต่อในร่างกาย

    ยังมีกรณีของ การเป็น หมัน ที่เป็นอุปสรรคในการสร้างโซ่ทองคล้องใจ หากฝ่ายชายเป็น หมันจริง ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูกอัณฑะไม่มีการผลิตอสุจิ ถือเป็นความผิดปกติของโครโมโซมที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด แต่ถ้าเป็นเพียง หมันไม่จริง อย่างนี้มีทางแก้ไข เพราะลูกอัณฑะยังมีการผลิตอสุจิ แต่ท่อน้ำเชื้ออาจเกิดการอุดตัน อย่างไรก็ตาม ชายที่เป็นหมันก็ยังมีอารมณ์ทางเพศ แต่จะสามารถมีบุตรได้หรือไม่นั้น ก็ต้องไปตรวจวิเคราะห์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

    พรุ่งนี้ถึงคิว สามัญประจำบ้าน ชี้ปัจจัยเพิ่มปัญหามีบุตรยากจากการใช้ชีวิตประจำวัน คุณเข้าข่ายหรือไม่?.



    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
    ข้อมูลโดย : นิตยสาร หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

    ตรวจก่อนแต่ง ลดปัญหาชีวิตคู่

    หากคุณผู้อ่านกำลังคิดที่จะแต่งงานเพราะได้เวลาอันสมควร และที่สำคัญเพราะรู้สึกว่าใจพร้อม แต่กายนั้นจะพร้อมด้วยจริงหรือ?...


    ตรวจก่อนแต่ง ลดปัญหาชีวิตคู่


    สิ่ง ที่คุณและคู่รักไม่ควรมองข้ามก่อนใช้ชีวิตคู่ฉันท์สามี-ภรรยานั่นคือ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ในชีวิตรัก และมีทายาทที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ โดยการตรวจของชายและหญิงจะคล้ายคลึงกัน เริ่มจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ก่อนแพทย์จะตรวจหากรุ๊ปเลือด ABO ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย ตรวจหาเชื้อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ส่วนการตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมันจะตรวจเฉพาะฝ่ายหญิง

    ทั้งนี้ นายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าว ว่าการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันคู่รักมักแต่งงานตอนอายุมาก ขณะที่ความเหมาะสมนั้นควรแต่งงานและมีบุตรไม่เกินอายุ 35-40 ปี รวมทั้งการใช้ชีวิตที่เครียด อาหารการกินไม่ถูกหลักโภชนาการ ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว

    อีกทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต่างก็ มีพื้นฐานทางร่างกายที่ไม่เหมือนกัน อาทิ เลือดต่างกรุ๊ป หรือคนละเชื้อชาติ ซึ่งอาจนำความผิดปกติให้เกิดขึ้นกับลูกได้ โดยเฉพาะการแต่งงานกับชาวต่างชาติ มักพบปัญหากรุ๊ปเลือด เนื่องจากชาวไทยส่วนใหญ่จะมีเลือดกรุ๊ปหลักเป็น A, B หรือ O ส่วนกรุ๊ปย่อย (Rhesus) กว่าร้อยละ 90 ชาวไทยจะเป็น + ขณะที่ชาวต่างชาติมักจะเป็น -

    ลักษณะ + และ - ของกรุ๊ปเลือดย่อยในคู่รักต่างเชื้อชาติมักจะเข้ากันไม่ได้ จึงทำให้การตั้งครรภ์ของภรรยาเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ทารกไม่แข็งแรง หรือแท้งบุตรได้ แต่ถ้าตรวจวิเคราะห์แล้วทราบปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ยังไม่มีบุตร แพทย์จะวางแผนการแก้ไขเรื่องดังกล่าวได้ ส่วนในขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะให้วัคซีนป้องกันเลือดต่างกรุ๊ปปนกัน โดยเฉพาะขณะคลอดที่ต้องดูแลทารกเป็นพิเศษ

    ส่วนอีกปัญหาที่ต้องพึงระวัง คือ โรคธาลัสซีเมีย ภาวะเลือดจางจากการถ่ายทอดพันธุกรรม(ยีน) โดยลูกมีสิทธิป่วยด้วยโรคดังกล่าวได้ หากพ่อและแม่เป็นพาหะ (ธาลัสซีเมียแฝง) รวมทั้งการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะ หรือเป็นธาลัสซีเมีย ลูกที่เกิดมาจะมีอาการซีด เหลือง กรณีที่อาการรุนแรงจะมีใบหน้าผิดปกติ ตับโต ม้ามโต พัฒนาการทางร่างกายและสมองผิดปกติ

    รู้ทันความเสี่ยงกันแล้ว อย่าละเลยการตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน มิฉะนั้นชีวิตคู่ที่หวานหยดก็อาจเปลี่ยนเป็นขมขื่นได้


    ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์