วันจันทร์

กินอะไรไปทำไมมีกลิ่นตัว

อาหารที่ทำให้กลิ่นตัวเหม็นฉึ่ง!

หากคุณเป็นคนที่กินไม่เลือก และมีกลิ่นตัวก็อาจเป็นไปได้ว่าอาหารที่คุณกินเป็นประจำเป็นต้นเหตุทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์
อาหารที่ทำให้กลิ่นตัวเหม็นฉึ่ง!

ที่ทำให้คนใกล้ตัวต้องร้องยี้! เครืองปรุงและส่วนผสมในอาหารบางอย่างอาจทำให้คุณมีกลิ่นตัวได้มากกว่าที่คุณคิด ยกตัวอย่างเช่นอาหารอิตาเลียน ที่ดูดีมีชาติตระกูล และอาจเป็นอาหารที่หลาย ๆ คนชอบไปทาน ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า หรือสปาเก็ตตี้ที่คุณกินเป็นประจำ สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือเครื่องเทศที่มาพร้อมกับอาหาร เช่นกระเทียมกลิ่นแรงที่คุณกินเข้าไป ทำให้การอาบน้ำฟอกสบู่อาจไม่ทำให้กลิ่นของมันหายไปจากตัวคุณได้ง่าย ๆ

คุณคงเคยสังเกตุว่าเวลาที่กินอาหารบางอย่าง กลิ่นของมันจะติดตัวคุณไปนานหลายชั่วโมง หรืออาจเป็นวันเลยทีเดียว และอาหารบางอย่างก็สามารถทำให้คุณมีเหงื่อออกมาก ๆ ได้เช่นกันยครั้งต่อไปเวลาที่คุณไปร้านพิซซ่า ลองสั่ง hot wing มาทานดูแล้วคอยสังเกตุว่าเวลาที่กินเจ้า hot wing แสนอร่อยคุณจะมีเหงื่อออกหรือไม่ ถ้าใช่นั่นก็เป็นผลของ capsaicin ซึ่งเป็นสารประกอบหนึ่งที่อยู่ในพริกไทยที่นำมาใช้ทำไก่ hot wing ซึ่งยcapsaicin จะไปกระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นของคุณ กระบวนการนี้จะไปหลอกระบบประสาทของคุณให้ คิดว่า กำลังร้อนอยู่ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมา ต่อม hypothalamus ที่สมองของคุณจะสั่งการทำงานของต่อมเหงื่อให้ขับเหงื่อออกมาเนื่องจากมันถูก capsaicin หลอกเอา

นอกจากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น อาหารที่เสริพขณะที่ยังร้อนก็ทำให้คุณมีเหงื่อออกได้ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟร้อน, ชาร้อน หรือแม้แต่ซุปร้อน ๆ ก็ทำให้เหงื่อออกเช่นกัน แม้ว่าอุณหภูมิของร่างกายคุณจะไม่ร้อน หรือพูดง่าย ๆ คืออุณหภูมิของร่างกายไม่ได้สูง แต่เมื่อทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร้อนๆ เข้าไปก็จะทำให้มีเหงื่อออกมาได้ยอาหารที่มีสารประกอบระเหยง่าย มีฤิทธิในการกระตุ้น metabolism ของร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ สารประกอบพวกนี้มักจะไปอยู่ในเครื่องเทศกลิ่นแรง ๆ ทั้งหลาย สารประกอบในอาหารเหล่านี้จะเข้าไปในกระแสเลือด และขับออกมาทางปัสสาวะ ลมหายใจ รวมทั้งเหงื่อด้วยเช่นกัน ทำให้ตัวคุณมีกลิ่นเหม็น ไม่พึงประสงค์ต่อคนข้าง ๆ

คำถามที่น่าสนใจคือทำไมคนบางคนกินเครื่องเทศที่มีสารประกอบระเหยง่ายเหล่านี้เข้าไปแล้วจึงไม่มีกลิ่นตัว หรือมีกลิ่นตัวน้อยกว่าคนบางคน คำตอบสำหรับคำถามนี้จะต้องไปดูองค์ประกอบต่าง ๆ ของอาหารที่คน ๆ หนึ่งกินไปทั้งหมด และอาจรวมไปถึงยีนส์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากคุณเป็นคนมีกลิ่นตัวง่าย คุณก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเครื่องเทศมาก ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีกลิ่นเหงื่อออกมา แต่อย่างว่าละครับ เรามักจะไม่รู้ตัวของเราเองว่าตัวเราเหม็นหรือไม่ ดังนั้นการสอบถามคนใกล้ตัวก็อาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยคุณสังเกตุกลิ่นไม่พึงประสงค์ก่อนออกจากบ้านได้

ถ้าจะถามว่าอาหารประเภทใดเลวร้ายที่สุดที่ทำให้คุณมีกลิ่นตัว กลิ่นปาก เจ้าตัวร้ายที่คนส่วนใหญ่กล่าวถึงคงไม่พ้นกระเทียม สาเหตุก็เพราะกระเทียมมีกลิ่นรุนแรง และคนทั่วไปสังเกตุได้ง่ายว่ามันมีกลิ่น มันจึงกลายเป็นผู้ร้ายของสังคมที่ถูกกล่าวโทษว่าเป็นตัวทำให้เกิดกลิ่นตัว และกลิ่นปากไปโดยปริยาย
ในกรณีของกระเทียม สารเคมีที่ส่งกลิ่นออกมาจากลมหายใจ และเหงื่อของคุณก็คือซัลเฟอร์ ถ้าคุณเคยสูดดมกลิ่นของซัลเฟอร์ตรง ๆ จะพบว่ากลิ่นมันเหมือนกับไข่เน่าไม่มีผิด เจ้าซัลเฟอร์นี้เองที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวรุนแรง ในความเป็นจริงไม่ได้มีแต่กระเทียมอย่างเดียวที่ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์

นอกจากกระเทียมแล้วหัวหอมก็ทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ไม่แพ้กัน ไหนจะอาหารที่เป็นแกงเผ็ด ๆ ที่มีเครื่องเทศต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดกลิ่นดีแท้ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอินเดียมีกลิ่นตัวเป็นเอกลักษณ์ คุณคงจะเคยผมและสัมผัสกลิ่นที่ว่าจากชาวอินเดียกันมาบ้าง ซึ่งเป็นเพราะอาหารของพวกเขามีเครืองเทศจำนวนมาก

แม้แต่อาหารที่ไม่มีกลิ่นแรง ก็ทำให้กลิ่นตัวคุณเปลี่ยนไปได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นคนที่ชอบกินเนื้อมาก ๆ จะมีกลิ่นตัวที่แรงกว่าคนที่ไม่กินเนื้อ หรือกินเนื้อน้อยกว่า ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะมีกลิ่นตัวหอมกรุ่นชื่นใจ สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือจะต้องเลือกรับประทานอาหารที่ปราศจากเครื่องเทศ หรือมีเครื่องเทศเป็นส่วนประกอบไม่มากนัก พยายามหลีกเลี่ยงกระเทียม และหัวหอม รวมทั้งลดการกินเนื้อให้น้อยลง โดยธรรมชาติร่างกายของเราแล้ว จะสามารถทำงานได้ดีกว่าถ้าเรากินผักเข้าไปเป็นจำนวนมาก ๆ ในแต่ละวัน เพราะเนื้อจะย่อยได้ยาก

แต่ถ้าหากคุณไม่สนใจเรื่องกลิ่นตัวเท่าไหร่นัก เราก็อยากจะบอกว่ากระเทียม กับหัวหอมมีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณอย่างมาก ตัวอย่างเช่นกระเทียมสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ กระเทียมสามารถช่วยให้คุณได้รับประโยชน์อย่างมากถ้าคุณเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด หากจะศึกษาให้ดี ๆ แล้วจะพบว่ามันมีประโยชน์มากมาย และถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในหลาย ๆ อย่าง ส่วนหัวหอมก็สามารถช่วยในการเจริญอาหาร, แก้หวัด, ลดอาการไอ, แน่นหน้าอก, การติดเชื้อของแบคทีเรีย, ฯลฯ

ผิวพรรณหย่อนคล้อย

ผิวพรรณหย่อนคล้อย สัญญาณแห่งวัย...
ที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชัดเจน

เมื่อพูดถึงคำว่า สาววัยทอง ผู้หญิงทุกคนต้องเกิดความกังวล เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทองแล้ว จะมีลักษณะอาการต่างๆ เกิดขึ้นกับทั้งทางร่างกายและจิตใจ


ผิวพรรณหย่อนคล้อย สัญญาณแห่งวัย...ที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์หงุดหงิด เครียดและกังวลง่าย ไม่สบายตัว นอนไม่ค่อยหลับ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากกว่าปกติแม้ในเวลากลางคืน ประจำเดือนน้อยลง นอกจากอาการเบื้องต้นเหล่านี้แล้ว ยังมีความเปลี่ยนแปลงอีกหนึ่งอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงในวัยนี้ จนตัวเองและคนรอบข้างสามารถสังเกตได้ชัดเจน

นั่นคือความเปลี่ยนแปลงด้านผิวพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะอายุของเซลล์ผิวที่มากขึ้นจะเกิดการเสื่อมลงเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้สามารถสร้างเองได้ขณะที่ยังไม่หมดประจำเดือน ส่งผลให้ผู้หญิงมีความอ่อนหวาน ผิวพรรรณดี เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และดูดี
ในความเป็นจริงแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและผิวพรรณเริ่มขึ้นตอนอายุ 30 แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้นโดยเฉพาะหลังอายุ 50 สังเกตได้จากเซลล์ผิวที่เคยเต็มอิ่มก็เสีย ไม่เต่งตึง ทำให้ไม่เพียงริ้วรอยลึกเห็นชัดและมีมากขึ้น แต่ผิวก็หย่อนคล้อย ขาดความกระชับตั้งแต่หน้าไปถึงลำคอจนสังเกตได้ชัดเจน นั่นเป็นเพราะในช่วงวัยนี้ จะเกิดปัญหาผิวพรรณตั้งแต่ในชั้นผิวถึง 2 ชั้น ชั้นแรกเรียกว่า พาพิลเลย์ ที่มีหน้าที่ส่งอาหารไปเลี้ยงชั้นผิวอิพิเดอร์มิส ลดประสิทธิภาพลง

การผลัดเซลล์ผิวจึงลดลงตามไปด้วย ชั้นผิวต่อมาคือ ไฟโบรบลาสท์ ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูรอน มีปริมาณที่ลดลงถึง 30% ในช่วง 5 ปีแรก ลดยังคงลดต่อต่อเนื่องปีละ 2.1% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สร้างความกวนใจให้กับคุณผู้หญิงหลายท่านอยู่ไม่น้อย จึงต้องหาตัวช่วยชะลอความหย่อนคล้อย พยุงความแน่นกระชับของผิวพรรณ ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ จึงมีหลากหลายวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาของผิวพรรณได้ ทั้งการทำศัลยกรรมดึงหน้า ฉีดโบท็อกซ์ เธอร์มาจ ส่งกระแสคลื่นวิทยุเข้าสู่ผิวหน้า และ อีกหลากหลายวิธีการ แต่จะมีวิธีการใดจะดีเท่ากับการดูแลใส่ใจผิวพรรณได้ด้วยตนเอง และควรจะดูแลจากภายในสู่ภายนอก เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว อย่างการเลือกรับประทานอาหาร ควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นทานผักและผลไม้เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อผิวพรรณอยู่มากมาย หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น

เล่นโยคะ ว่ายน้ำ แอโรบิค เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต เลือดลมสูบฉีดดี นำไปสู่ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง และการดูแลตนเองที่สำคัญที่สุด คือ การพักผ่อนที่เพียงพอ นอนหลับให้เต็มอิ่ม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนนั้นส่งผลต่อผิวพรรณโดยตรง จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าผิวหมองคล้ำ เห็นริ้วรอยชัดขึ้น และ ผิวหน้าดูอิดโรยมากกว่าปกติ โดยเฉลี่ยควรนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง

สำหรับการดูแลภายนอกนั้น เน้นการเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีลักษณะเป็น ซีรั่ม ที่มีคุณสมบัติพิเศษเหมาะสำหรับผิวหย่อนคล้อย ต้องการการกระชับแน่น ในวัยที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงชัดเจน และต้องมีความเข้มข้นสูง แต่เนื้อบางเบา เพราะจะซึมซาบเร็วกว่าครีมทั่วๆ ไป นอกจากจะบำรุงใบหน้าแล้วลำคอก็สำคัญ ฉะนั้น ควรทาซีรั่มบำรุงผิวตั้งแต่ลำคอถึงใบหน้า และควรทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อผิวพรรณสวยสมวัย และ สุขภาพดีให้ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง

ข้อมูลจาก : ยูเซอรินคลับ คลับของคนใส่ใจผิว

สวยสู้แดด

ข้อมูลโดย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, Updated: 15/03/2011

สวยสู้แดดรับซัมเมอร์

ฤดูร้อนมาเยือนทีไร สาวๆทุกคนจะต้องหาวิธีป้องกันผิวจากแสงแดดก่อนออกจากบ้านกันยกใหญ่ โดยที่หลายคนยังไม่รู้ว่า แสงแดดมีคุณประโยชน์มากมาย
อีกทั้งยังจำเป็นต่อร่างกายในการสร้างวิตามินดี ซึ่งจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นพลังงานจากแสงแดด ในการรักษาโรคผิวหนังบางชนิดด้วย แต่ในทางกลับกันถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไปก็จะเกิดอันตรายต่อผิวหนังเช่นกัน
สวยสู้แดดรับซัมเมอร์


การดูแลเอาใจใส่อย่างพอดีจึงเป็นเรื่องจำเป็น สำหรับคนที่ใช้ชีวิประจำวันอยู่ในตัวอาคารไม่ค่อยได้โดนแดด ให้เลือกใช้ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดที่มี SPF 15 ขึ้นไปก็จะเพียงพอ แต่หากต้องออกไปโดนแดดบ่อยๆควรจะใช้ครีมที่มี SPF 30 หากเป็นวันที่มีกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใช้ SPF 45 - 60 และควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงมลภาวะแสงแดดปัญหาหน้าหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยแห้งกร้าน

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยป้องกันแสงแดดอย่างถูกวิธีนั้น เป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยป้องกันแสงแดดในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี รวมถึงพยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่แดดจัดมากช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง และหาอุปกรณ์เสริมเช่นแว่นกันแดด ร่ม หมวก ใส่ไปข้างนอกถ้าจำเป็นที่ต้องออกแดดช่วงเวลาดังกล่าว ที่สำคัญหมั่นใช้อย่างเป็นประจำ เพื่อก่อให้เกิดสุขภาพที่ดีต่อผิวพรรณอย่างต่อเนื่อง